ReadyPlanet.com


หลังเที่ยงคืน “ไอทีวี” จอดับไม่มีกำหนด-ส่งกฤษฎีกาเคลียร์ กม.ก่อน


โดย ผู้จัดการออนไลน์ 6 มีนาคม 2550 15:19 น.

คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ รมต.สำนักนายกฯ แถลงข่าวเลิกอุ้มไอทีวี

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น





หลังเที่ยงคืนนี้ “ไอทีวี” จอดับชั่วคราว รัฐบาลส่งให้กฤษฎีกาตีความข้อกฎหมายให้ชัดเจนก่อน ขณะเดียวกันเลิกอุ้มพนักงานปล่อยเป็นเรื่องของบริษัทกับพนักงาน หากไม่เป็นธรรม กระทรวงแรงงานจะเข้าไปดูแล พร้อมทั้งยกเลิกเช่าตึกชินวัตร 3 ด้วย
       

       วันนี้ (6 มี.ค.) คุณหญิงทิพาวดี เฆมสวรรค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ในการพิจารณาของครม.ตนและนายจุลยุทธ หิรัณยะวสิต ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีได้นำเสนอผลการดำเนินในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาต่อครม.โดยมี 4 ประเด็นที่ต้องพิจารณาคือ1.เรื่องโครงสร้างที่มีข้อจำกัดที่มีข้อจำกัดในข้อกฎหมาย 2.เรื่องสัญญาที่มีสัญญาร่วมการงานฯ ที่จะต้องแจ้งยกเลิกสัญญา ซึ่งมีมูลค่าที่ทางบริษัทไอทีวีติดค้างอยู่จะต้องชำระกับให้ สปน.ประมาณกว่าหนึ่งแสนล้านบาท นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดที่ได้ตรวจสอบก็พบว่า ทรัพย์สินอุปกรณ์ต่างๆ ที่ในสัญญาเขียนไว้วา จะต้องตกเป็นของ สปน. เมื่อได้ตรวจสอบในเบื้องต้นพบว่า มีมูลค่าไม่ตรงกัน เพราะมูลค่าที่ทาง สปน.มีอยู่ ยังมีการค้างอยู่อีกประมาณ 557.2 ล้านบาท ดังนั้นในแง่รายละเอียดของอุปกรณ์ที่ต้องตกเป็นของสปน.ก็ยังเป็นประเด็นที่ยังเป็นประเด็นทางกฎหมายที่ไม่ตรงกันอยู่
       
       นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดที่ไอทีวีทำสัญญาไว้กับบริษัทย่อยๆ ซึ่งในสัญญาที่ต้องดูแลถ้าจะมีการรับมอบกันมีสัญญามากถึง 446 สัญญา ส่วนบุคลากรของไอทีวีนั้นจากที่ได้ดูข้อกฎหมายถือว่าเป็นความรับผิดชอบของไอทีวี จากการประสานงานกับนายอภัย จันทนจุลกะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ก็ได้ตรวจสอบข้อกฎหมายแล้ว เห็นว่ามีกฎหมาย 2 ฉบับ ที่จะดูแลพนักงานไอทีวี หลังจากที่หยุดกิจการ คือกฎหมายเกี่ยวกับแรงงาน และกฎหมายประกันสังคม คาดว่าไอทีวีคงจะดำเนินกับพนักงานให้เป็นไปตามข้อกฎหมายทุกประการ ซึ่งตนคิดว่าไม่มีปัญหาอะไรกับพนักงานของไอวีที เพราะจะได้รับค่าชดเชยและการดูแลให้เป็นไปตามเงื่อนไขของกฎหมายแรงงานทุกประการ ถ้าหากสามารถดำเนินการได้ก็จะมีการว่าจ้างบุคลากรของไอทีวีก็จะดำเนินการว่าจ้างต่อไป แต่ตอนนี้ต้องตัดตอนออกจากไอทีวีเสียก่อน โดยเงื่อนไขในการว่าจ้างจะต้องอยู่ภายใต้การกำกับของกรมประชาสัมพันธ์
       
       เมื่อถามต่อว่าภายหลังที่คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความออกมาว่าสามารถดำเนินการต่อได้ พนักงานไอทีวีสามารถกลับมาทำงานใช่หรือไม่ คุณหญิงทิพาวดี กล่าวว่า ในการบริหารวิทยุโทรทัศน์มีสิ่งที่เป็นองค์ประกอบสำคัญคือคลื่น อุปกรณ์ และบุคลากร ดังนั้นเมื่อรัฐบาลจำเป็นต้องแก้ปัญหาโดยการมอบให้กรมประชาสัมพันธ์เป็นผู้บริหาร ทางกรมประชาสัมพันธ์ก็จำเป็นต้องมีบุคลากร แต่ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการ ดังนั้นแนวทางที่คณะทำงานจะดำเนินการต่อคือต้องพิจารณารายละเอียดของบุคลากร โดยหลักการคาดว่าจะมีการพิจารณาว่าจ้างพนักงานไอทีวีเก่าเข้ามาช่วยรับผิดชอบ เพราะถือเป็นเรื่องง่าย เนื่องจากพนักงานไอทีวีเป็นคนที่มีประสบการณ์อยู่แล้ว จึงสามารถเข้ามารับช่วง แต่ทุกอย่างทำในนามกรมประชาสัมพันธ์ แต่ไม่อยู่ในลักษณะข้าราชการ คาดว่าจะเป็นลูกจ้างตามสัญญาจ้าง ทั้งนี้มีความเป็นไปได้ว่าจะเปิดโอกาสให้บุคคลอื่นที่มีความสามารถนอกเหนือจากพนักงานไอทีวีเดิมเข้าไปสมัครได้ด้วย
       
       “วันนี้สิ่งที่ครม.ได้พิจารณาและอภิปรายกันอย่างรอบคอบแล้วเห็นว่าในเรื่องของรูปสัญญาและการปกป้องคุ้มครองพิทักษ์สิทธิอันเป็นประโยชน์ของทางราชการ ก็จำเป็นจะต้องดำเนินการทุกอย่างให้เป็นไปตามขั้นตอนทุกประการ โดยทางสำนักงานอัยการสูงสุด จะเป็นผู้ดำเนินการในส่วนนี้ ซึ่งจะมีรายละเอียดในการรักษารูปคดีเอาไว้ เพื่อเป็นการรักษาผลประโยชน์ทางราชการไว้ ดังนั้นถ้ามีการยกเลิกสัญญาก็จะต้องเข้าไปดำเนินการทางกฎหมาย ส่วนอุปกรณ์ต่าง ๆ นั้น จำเป็นต้องเข้าไปตรวจสอบรายละเอียดที่มีเงื่อนเวลา และมีวิธีการทางกฎหมายที่จำเป็นต้องรักษาไว้ไม่ให้เสียรูปคดี”คุณหญิงทิพาวดี กล่าว
       
       คุณหญิงทิพาวดี กล่าวว่า ทั้งนี้มีการพิจารณาในประเด็นที่ว่าเมื่อคลื่นได้กลับมาภายใต้ความรับผิดชอบของ สปน.จะมอบหมายให้กรมประชาสัมพันธ์เข้าไปเป็นผู้บริหารคลื่นนี้ อย่างไรก็ตามเพื่อให้เกิดความรอบคอบในเชิงอำนาจหน้าที่ของ สปน.เพื่อไม่ให้มีประเด็นที่ผิดกฎหมายมาตรา 80 ตามพ.ร.บ.ประกอบกิจการคลื่นความถี่วิทยุและโทรทัศน์ ก็จะต้องส่งเรื่องให้คณะกรรมการกฤษฎีกาวินิจฉัยตีความให้ถูกต้อง โดยคุณพรทิพย์ จาละ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาได้แจ้งว่าจะเร่งให้มีการประชุมเพื่อวินิจฉัยเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด
       
       “คาดว่าวันศุกร์นี้จะได้รับคำตอบ ดังนั้นตั้งแต่วันที่ 7 มี.ค.จนถึงความชัดเจนในแง่ของกฎหมายที่จะให้กรมประชาสัมพันธ์เข้ามาบริหารคลื่นนี้แทน สปน.ก็คงจะมีการเว้นช่วง ดังนั้นจึงขอแจ้งต่อพนักงานไอทีวีและประชาชนทุกคนว่าในการดำเนินการต่างๆ ได้ยึดถือขั้นตอนของกฎหมายอย่างเคร่งครัด และได้คำนึงถึงความรู้สึกของประชาชน รวมทั้งได้พิจารณาถึงโอกาสและทางเลือกที่ประชาชนจะได้สาระข้อมูลทางทีวี คิดว่าความไม่สะดวกคงมีระยะเวลาไม่นาน” คุณหญิงทิพาวดีกล่าว
       
       คุณหญิงทิพาวดี กล่าวว่า นอกจากนี้ครม.ยังมีมติว่าในช่วงเวลาที่จะต้องทำคู่ขนานกันไปได้ขอให้คณะกรรมการกำกับกิจการสถานีวิทยุโทรทัศน์ระบบยูเอชเอฟที่ตนเป็นประธานไปพิจารณาแนวทางและอนาคตของคลื่นว่าจะบริหารต่อไปอย่างไร ดังนั้นภารกิจที่มอบหมายกำหนดเวลาให้ดำเนินการไม่เกิน 1 เดือน และต้องนำมารายงานให้ครม.ทราบอีกครั้ง
       
       ผู้สื่อข่าวถามว่าตกลงมติครม.เป็นอย่างไร คุณหญิงทิพาวดี กล่าวว่า ครม.มีมติให้ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยให้สำนักงานอัยการสูงสุด หลังจากที่ สปน.แจ้งยกเลิกสัญญาก็จะต้องดำเนินการตามกฎหมายทุกประการ
       
       “มันต้องปิดเป็นการชั่วคราว ต้องรอจนกว่าจะมีความชัดเจนในข้อกฎหมายที่คณะกรรมการกฤษฎีกา จะเป็นผู้ตอบคาดว่าวันศุกร์ที่ 9 มี.ค.นี้จะได้รับคำตอบที่ชัดเจน”คุณหญิงทิพาวดี กล่าว
       
       เมื่อถามว่าก่อนหน้านี้เคยชี้แจงว่าจะมีการระงับการออกอากาศของไอทีวีเป็นเวลา 1 เดือน ยังยืนยันตามเดิมหรือไม่ คุณหญิงทิพาวดี กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เคยประเมินเอาไว้ว่าคาดว่าอาจจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือนจริง แต่ตอนนี้เรามีทางออกแล้วงว่าถ้ามอบหมายให้กรมประชาสัมพันธ์ดำเนินการได้ ดังนั้นช่วงที่จะมีการตรวจอุปกรณ์ก็สามารถเดินคู่ขนานไปได้ เมื่อถามย้ำว่านับจากวันที่ 7 มี.ค.เป็นต้นไป จะมีการออกอากาศหรือไม่ คุณหญิงทิพาวดี กล่าวว่า ไม่มี เพราะเมื่อมีการยกเลิกสัญญาแล้วคงไม่สามารถออกอากาศได้จนกว่าจะได้รับคำตอบจากกฤษฎีกา นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่ติดขัดอีกคือ ขณะนี้สถานีโทรทัศน์ไอทีวีเช่าตึกชินวัตร 3 ดังนั้นเมื่อมีการยกเลิกสัญญาก็ต้องยกเลิกสัญญาการเช่าตึกด้วย ซึ่งอุปกรณ์ต่างๆ ก็จะถูกถ่ายโอนออกจากสำนักงานมาไว้ที่กรมประชาสัมพันธ์หรือสถานที่ที่ สปน.กำหนด ซึ่งจะมีช่วงเวลาที่ขลุกขลักประมาณ 3-4 วัน โดยตั้งแต่วันที่ 7 มี.ค.นี้จะมีการเคลื่อนย้ายอุปกรณ์ เพราะถือว่าเมื่อบอกเลิกสัญญาทุกอย่างต้องสิ้นสุดลง และกลับคืนมาเป็นสปน.
       
       เมื่อถามว่ากระบวนการต่อจากนี่กรมประชาสัมพันธ์สามารถว่าจ้าง บมจ.อสมท.มาทำรายการได้หรือไม่ คุณหญิงทิพาวดี กล่าวว่า เมื่อได้รับคำตอบจากกฤษฎีกาแล้ว หากตอบว่าสปน.ในฐานะที่เป็นผู้รับผิดชอบคลื่นสามารถมอบให้กรมประชาสัมพันธ์ที่อยู่ในสังกัดสปน.และได้รับการยกเว้นให้เป็นบริหารสถานีวิทยุและโทรทัศน์ได้สามารถดำเนินการต่อไปได้ ก็จะออกอากาศได้ โดยทางกรมประชาสัมพันธ์จะต้องตั้งบริษัทลูกขึ้นมาเพื่อรับสมัครพนักงานเข้าทำงาน ซึ่งตรงนี้จะเปิดโอกาสให้บุคคลที่มีความสามารถจากภายนอกเข้ามาสมัครได้ด้วย
       
       “ส่วนเหตุผลที่ไม่ให้ อสมท.เข้ามาบริหารไอทีวี ทั้งที่เคยมีแนวคิดก่อนก่อนหน้านี้นั้น ต้องขอชี้แจงว่าตอนนี้เราเปลี่ยนแล้ว เพราะในเชิงเทคนิคกรมประชาสัมพันธ์สามารถเข้าไปรับช่วงได้ ซึ่งได้รับการยืนยันจากนายปราโมช รัฐวินิจ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์แล้ว แต่เพื่อให้เกิดความรอบคอบและเป็นไปตามพ.ร.บ.ประกอบคลื่นความถี่วิทยุและโทรทัศน์ในช่วงที่ยังไม่มี กสช.มีประเด็นว่าถ้า สปน.ยกเลิกคลื่นความถี่นี้แล้ว คลื่นจะกลับมาเป็นของ สปน.แต่สปน.ไม่มีใบอนุญาตในการประกอบกิจการจึงไม่สามารถบริหารสถานีได้ แต่ผู้ที่สามารถบริหารได้คือกรมประชาสัมพันธ์และ อสมท. แต่ขณะนี้มีความชัดเจนแล้วว่าจะให้กรมประชาสัมพันธ์เป็นผู้ดำเนินการเท่านั้น”คุณหญิงทิพาวดี กล่าว
       
       เมื่อถามว่ามติครม.เป็นไปตามข้อกฎหมายหรือแรงกดดันทางการเมือง คุณหญิงทิพาวดี กล่าวยืนยันว่า ทั้งหมดเป็นไปตามข้อกฎหมายและคณะกรรมการฯที่พิจารณาเรื่องนี้ก็มีตัวแทนจากคณะกรรมการกฤษฎีด้วย โดยผู้แทนจากกฤษฎีกาก็ไม่สามารถตอบประเด็นทางข้อกฎหมายแทนองค์คณะได้ อย่างไรก็ตามสำหรับโครงสร้างนั้นเราจะมีทางออกให้ โดยอยู่ภายใต้การดูแลของคณะกรรมการชุดที่ตนเป็นประธาน
       
       เมื่อถามว่ากระบวนการต่อจากนี้จะให้เอกชนเข้ามาดำเนินกิจการได้เลยหรือไม่ คุณหญิงทิพาวดี กล่าวว่า ในช่วงระยะเวลาต่อจากนี้ ตนได้รับมอบหมายให้ทำงานคู่ขนานกันไป โดยในช่วง 1 เดือนจากนี้จะพิจารณาในภาพใหญ่ถึงอนาคตของคลื่นนี้ ดังนั้นภายใน 1 เดือนจะมีคำตอบและแนวทางในระยะยาวต่อไป
       
       เมื่อถามว่ายืนยันได้หรือไม่ว่ากระบวรการเปิดประมูลจะมีความโปร่งใส โดยไม่มีการล็อกสเปกให้เอกชนรายใดรายหนึ่ง คุณหญิงทิพาวดี กล่าวว่า ยังไม่มีการตัดสินใจให้เปิดประมูล เพราะในแง่ของกฎหมายยังทำไม่ได้ ต้องขอย้ำว่าในขณะนี้ตามเงื่อนไขของพ.ร.บ.ประกอบกิจการวิทยุฯมาตรา 80 กำหนดไว้ว่าผู้ครอบครองคลื่นไม่สามารถไปจัดสรรต่อ หรือโอนให้ใครได้ ดังนั้นการประมูลจึงขัดข้องด้วยข้อกฎหมาย ดังนั้นเวลา 1 เดือน ที่ครม.มอบหมายให้ตนไปดำเนินการจะต้องมองภาพใหญ่ ซึ่งอาจจะนำไปสู่การแก้ไขกฎหมายได้
       
       ผู้สื่อข่าวถามว่า ทำไมตอนแรกรู้ว่า อสมท.ไม่สามารถทำได้ แต่ยังเลือก อสมท.มาบริหาร รัฐบาลหลงทางไหม คุณหญิงทิพาวดี กล่าวว่า ไม่ได้หลงทาง แต่เป็นทางเลือกในการพิจารณาดำเนินการซึ่งเรามีหลายทางเลือก การมอง อสมท.ก็เป็นทางเลือกหนึ่ง แต่เมื่อพิจารณาอีกครั้งว่าให้ทางกรมประชาสัมพันธ์ดำเนินการน่าจะเหมาะสมกว่าในตอนนี้ แต่ทั้งหมดนี้เป็นการชั่วคราวเท่านั้น เมื่อถามว่า เป็นปัญหาทางข้อกฎหมายหรือปัญหาการเมือง คุณหญิงทิพาวดี กล่าวว่า เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นบริษัทไอทีวีไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของสัญญาร่วมการงาน ดังนั้นรัฐบาลจำเป็นต้องรับภาระนี้ทั้งที่ปัญหานี้เป็นปัญหาที่เอกชนสร้างขึ้นมา แนวทางแก้ไขที่รัฐบาลพยายามทำมาตลอดคือทำด้วยความระมัดระวัง เพราะสัญญามีมูลค่าถึงแสนกว่าล้านบาท และมีรายละเอียดขึ้นตอนเยอะมาก ฉะนั้นต้องทำด้วยความรอบครอบเพื่อประโยชน์ของรัฐ และในฐานะเจ้าหนี้เรามีข้อมูลที่จะต้องรักษารูปคดีไว้ด้วยขณะหนึ่ง จะต้องตัดตอนทุกอย่าง ตรงนี้เป็นคำแนะนำของอัยการ เนื่องจากจะต้องมีการฟ้องร้องกันอีกยาว และจะโยงไปอีก ซึ่งไม่อยากพูด ขอพูดแค่นี้
       
       เมื่อถามว่าผู้ผลิตรายการของไอทีวีที่ได้รับผลกระทบด้วยรัฐบาลจะทำอย่างไร คุณหญิงทิพาวดี กล่าวว่า วันนี้คณะทำงานต้องทำงานกันทั้งคืน เพื่อหารือในรายละเอียดกัน เมื่อถามว่ารัฐบาลจะส่งฟ้องต่อเมื่อไหร่ คุณหญิงทิพาวดี กล่าวว่า หลังจากแจ้งยกเลิกสัญญา ซึ่งจะต้องดำเนินการตามขั้นตอน เมื่อถามว่า แสดงว่าจะไม่มีการจ้าง อสมท.เข้าไปดำเนินการแล้ว คุณหญิงทิพาวดี กล่าวว่า ไม่มี และบอร์ด อสมท.ไม่จำเป็นต้องประชุมกันเรื่องนี้แล้ว เมื่อถามว่ารัฐบาลได้มีการประเมินถึงผลเสียที่จะเกิดขึ้นหรือไม่ คุณหญิงทิพาวดี กล่าวว่า เรียนตรงๆว่ารัฐบาลพยามเต็มที่แล้ว โดยพิจารณาขั้นตอนกฎหมายและความรู้สึกของประชาชนรวมถึงโอกาสที่ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสาร ยืนยันเราจำเป็นต้องดำเนินการอย่างนี้
       
       เมื่อถามว่า ทำไมรัฐบาลถึงไม่แม่นในข้อกฎหมายต้องส่งอัยการตีความทุกเรื่อง คุณหญิงทิพาวดี กล่าวว่า เราต้องการความรอบครอบไม่ได้โยนกฤษฎีกา และการที่เราต้องให้กรมประชาสัมพันธ์ดำเนินการ เพราะหากไม่ทำเช่นนี้ก็จะมีปัญหาข้อกฎหมายมาตรา 80 พ.ร.บ.คลื่นความถี่ ซึ่งในระหว่างยังไม่มี กสช.และ กทช.ห้ามมีการจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่หรือโอนไปให้คนอื่น สปน.ต้องบริหารคลื่นเอง แต่ สปน.ไม่มีสถานภาพในการบริหาร ฉะนั้นต้องให้กรมประชาสัมพันธ์ ที่สังกัด สปน.
       
       เมื่อถามถึงกรณีที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล ระบุในรายการยามเฝ้าแผ่นดินว่า คุณหญิงเกี่ยวพันกับเงิน 40 ล้านดอลล่าร์ คุณหญิงทิพาวดี กล่าวว่า ไม่มี ยังไม่รู้เลยว่าที่นายสนธิ พูดหมายถึงอะไร แต่โดยส่วนตัวเข้าใจว่าน่าจะหมายถึงโครงการเวิร์ลแบงค์ ที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)รายงานว่าโครงการดังกล่าวใช้จ่ายไม่คุ้มค่า อย่างไรก็ตามการพูดดังกล่าวไม่น่าจะเกี่ยวกับการตัดสินใจกรณีไอทีวีของตนเอง
       
       เมื่อถามว่า หากกฤษฎีกาวินิจฉัยว่าทางกรมประชาสัมพันธ์สามารถดำเนินการได้รูปแบบผังรายการจะเป็นอย่างไร คุณหญิงทิพาวดี กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่น่ามีปัญหาขัดข้อง กรมประชาสัมพันธ์มีความพร้อมที่จะเดินหน้าออกอากาศ ซึ่งอาจจะนำเทปหรือรายการต่างๆมาออกอากาศได้ อย่างไรก็ตามการขอความชัดเจนกฤษฎีกาครั้งนี้เราไม่ได้ล๊อคเวลากฤษฎีกา แต่ทางเลขากฤษฎีกาบอกว่าการพิจารณาเร็วที่สุดน่าจะได้คำตอบวันศุกร์นี้
       
       “นายกฯได้ขอให้ยึดกฎหมายในการพิจารณาเป็นหลัก ซึ่งท่านเองก็เป็นห่วง เพราะเคยไปรับปากกับพนักงานไอทีวีไว้และใจจริงก็อยากดำเนินการให้เป็นไปตามที่รับปาก แต่เมื่อพบปัญหาติดขัดท่านก็พร้อมที่จะขอโทษพนักงาน ” คุณหญิงทิพาวดี กล่าวและว่าเรื่องนี้ไม่ได้มีคำตอบมาก่อน แต่เมื่อนายคัมภีร์ แก้วเจริญ กรรมการชุดของตนเอง ได้ไปตรวจเช็คทรัพย์สิน อุปกรณ์ต่างๆ แจ้งว่าในแง่ของรูปคดีจำเป็นอย่างยิ่งต้องยกเลิกสัญญาการเช่าตึกชินวัตรและขนย้ายอุปกรณ์ออกทันที
       
       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่มีคำตอบชัดเจน ปรากฏว่าพนักงานไอทีวีถึงกับน้ำตาไหลพราก กอดคอกันร้องไห้ด้วยความเสียใจ ขณะเดียวกันเพื่อนๆผู้สื่อข่าวจากสำนักอื่นก็รู้สึกเห็นใจถึงขนาดร้องไห้ตามไปด้วย โดยส่วนใหญ่ได้ให้กำลังใจและขอให้พนักงานไอทีวียืดหยัดสู้ต่อไป
       
       ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ระหว่างการแถลงข่าวของคุณหญิงทิพาวดี ผู้สื่อข่าวของไอทีวีพยายามตะโกนคำถามเพื่อขอความชัดเจนให้รัฐบาลรับรองอนาคตในหน้าที่การงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรัฐบาลก็ได้รับปากไว้จะดูแล นอกจากนี้พนักงานไอทีวียังตั้งคำถามถึงความรับผิดชอบของรัฐบาลเกี่ยวกับผู้ร่วมผลิตรายการประมาณ 130 ราย ซึ่งคุณหญิงทิพาวดี ยืนกรานรัฐบาลยึดหลักถูกต้องของกฎหมายทุกอย่าง และโปร่งใสมาโดยตลอด
       
       ต่อมาคุณหญิงทิพาวดี ให้สัมภาษณ์อีกครั้งว่า เมื่อคณะกรรมการกฤษฎีกาส่งผลการตีความมาให้รัฐบาลแล้วก็จะสามารถออกอากาศได้เลย แต่จะให้กรมประชาสัมพันธ์เป็นผู้ส่งสัญญาณ ซึ่งตนขอชี้แจงว่า แนวความคิดในการให้อสมท.เข้ามาบริหารไอทีวีนั้นไม่ใช่ความคิดของตน แต่เป็นแนวคิดของนายจุลยุทธ ที่ตนไม่ได้เกี่ยวข้อง
       
       ส่วนนายปราโมช รัฐวินิจ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ให้สัมภาษณ์เพียงสั้น ๆ ว่า ตนถูกขอร้องจากครม.ไม่ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ ดังนั้นจึงไม่ขอพูดอะไร โดยจะให้ความชัดเจนได้ในวันพรุ่งนี้(7 มี.ค.)
       
       ด้าน พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ได้แถลงขออภัยพนักงานไอทีวีที่ไม่สามารถให้ไอทีวีออกอากาศต่อเนื่องได้ เนื่องจากจะมีผลกระทบในด้านข้อกฎหมาย รัฐบาลจำเป็นต้องยืนอยู่บนความถูกต้อง และยืนยันว่ามติ ครม.ครั้งนี้ได้ยึดตามแนวทางของกฎหมายเป็นหลัก
       
       ขณะที่ คุณพรทิพย์ จาละ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี วันนี้ (6 มี.ค.) ว่า ขณะนี้ยังตอบไม่ได้ว่าจะใช้เวลาในการพิจารณาข้อกฎหมายเกี่ยวกับสถานีโทรทัศน์ไอทีวี นานเท่าใด เพราะยังไม่ทราบว่าสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) จะตั้งคำถามอย่างไร คงต้องให้ สปน. ถามมาก่อน กรณีนี้ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ไม่ได้ฝากอะไรเป็นพิเศษ เพียงแต่บอกให้ทำเร็วหน่อยเท่านั้น
       
       “ดิฉันจะพยายามให้คำตอบเท่าที่จะทำได้ เพราะเข้าใจว่าเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าล่าช้าจะมีปัญหา หากถามมาภายในวันนี้ (6 มี.ค.) ก็จะเร่งให้เสร็จภายใน วันที่ 7 หรือ 8 มีนาคม เพราะต้องให้เวลาเจ้าหน้าที่ในการตรวจสอบด้วย” คุณพรทิพย์ กล่าว และว่าปกติคณะกรรมการกฤษฎีกา จะประชุมเพียง 2 ครั้ง คือ ครั้งแรก จะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาพิจารณาด้วย ถ้าได้ข้อยุติ การประชุมครั้งต่อไปก็จะตรวจดูบันทึกการประชุมเท่านั้น
       
       ผู้สื่อข่าวถามว่า เมื่อคณะกรรมการกฤษฎีกาให้ความเห็นแล้ว จะสามารถเปิดสถานีโทรทัศน์ไอทีวี ได้เลยใช่หรือไม่ คุณพรทิพย์ กล่าวว่า คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาเพียงข้อกฎหมาย คณะรัฐมนตรีจะเป็นผู้ตัดสินใจ



ผู้ตั้งกระทู้ preecha :: วันที่ลงประกาศ 2007-03-06 18:45:15


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.
แสงทองโทรทัศน์ จำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้า และจานดาวเทียม จ.เพชรบุรี โทรศัพท์ 032-437117 , 032-461453 , 085-9746-444